อิสลามมีนักบวช/นักบุญ นักบวชอิสลามเรียกว่ามุลลอฮ์ นักบุญอิสลามเรียกว่าเอาว์ลิยาอ์ เช่น ท่านพี่โอ๊ค ยูเรเซีย ท่านอิสลามมีร์ซาเป็นนักบุญอิสลามและมีเชื้อสายศาสดาที่แท้จริง

อิสลามมีนักบวช/นักบุญ นักบวชอิสลามเรียกว่ามุลลอฮ์ นักบุญอิสลามเรียกว่าเอาว์ลิยาอ์ เช่น ท่านพี่โอ๊ค ยูเรเซีย ท่านอิสลามมีร์ซาเป็นนักบุญอิสลามและมีเชื้อสายศาสดาที่แท้จริง

ท่านพี่โอ๊ค-ปรมาจารย์นักบวชอิสลาม

ท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย ได้ทำการเทศนาไว้อย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับคำว่า "นักบวชอิสลาม" มีเนื้อหาสาระ ที่คนทั่วไปอาจจะเข้าใจยาก วาทกรรมที่มีใจความว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ "การบวช" ในศาสนาอิสลาม อาทิ นักบวชอิสลามซูฟี (Sufi) ซูฟีคือผู้ที่มุ่งเน้นการแสวงหาความบริสุทธิ์ของจิตใจและการเข้าถึงพระเจ้าอย่างลึกซึ้งผ่านการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ (Mysticism) โดยไม่ได้เป็นนิกาย แต่เป็นกระแสหนึ่งในอิสลามที่เน้นการชำระตนเองให้บริสุทธิ์ (Safa) การใช้ชีวิตเรียบง่าย (เหมือนใส่เสื้อขนสัตว์ - Suf) และการเข้าถึงความจริงแท้ของพระเจ้า (Al-Haqq) มีหลายแนวทาง (Tariqa) ในการปฏิบัติ เช่น การใคร่ครวญลึกซึ้ง การควบคุมลมหายใจ และการละทิ้งกิเลส. ลักษณะสำคัญ ได้แก่ การมุ่งเน้นภายใน: เน้นการพัฒนาจิตวิญญาณและการเข้าถึงพระเจ้ามากกว่าพิธีกรรมภายนอก. ความสันโดษและเรียบง่าย: มักใช้ชีวิตสมถะ ละทิ้งความฟุ่มเฟือย. การฝึกฝนจิตใจ: มีการฝึกฝนเพื่อควบคุมอารมณ์และจิตใจ. ความรักต่อพระเจ้า: ความรักและความภักดีต่อพระเจ้าเป็นหัวใจสำคัญ. มีหลากหลายแนวทาง: มีสำนักหรือแนวปฏิบัติ (Tariqa) แตกต่างกันไป แต่เป้าหมายเดียวกันคือการเข้าใกล้พระเจ้า. ที่มาของคำว่า 'ซูฟี' มาจากคำว่า "ซูฟ" (Suf) หมายถึง ขนแกะ (เสื้อคลุมที่ซูฟีดั้งเดิมสวมใส่) และก็มีทฤษฎีที่มาจากคำว่า "ซาฟา" (Safa) หมายถึง ความบริสุทธิ์ และอีกทฤษฎีคือมาจากคำว่า "อะห์ลุส ซัฟฟาห์" (Ahl-us Saffah) คือกลุ่มผู้ที่ใช้ชีวิตสันโดษที่มัสยิดของท่านศาสดามูฮัมหมัด ส่วนท่านพี่โอ๊คมีความเป็นนักบวชในตัวเองอยู่มากและได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามทีหลังตอนออกบวชเดือนรอมฎอน เลยเป็นที่มาให้ท่านพี่โอ๊คถูกเรียกว่านักบวชอิสลาม ชื่อจริงก็กลายเป็นท่านอิสลามมีร์ซา [ซัยยิด] ยูเรเชีย ในขณะที่หลายคนก็งุนงงงันกันถึงขนาดต้องการให้มีการตราคำฟัตวามา ณ ที่นี้ อนึ่ง ต้นตอข้อสงสัยที่ว่า หากจะเรียก ปราชญ์ผู้นำทางศาสนาอิสลาม หรือ "ปรมาจารย์ทางจิตวิญญาณอิสลาม" เป็น "นักบวชอิสลาม" เป็นการเรียกที่ผิดหรือไม่? ตอบสั้นๆคือไม่ผิดถ้ามองในแง่มุมสากลโลกอย่างลึกซึ้ง อันดับแรกต้องอธิบายคำจำกัดความของคำว่า "นักบวช" ให้ถูกเสียก่อน ในปรัชญาซูฟีย์/การบวชอิสลามลึกลับรวมไปถึงการเข้าฌานขั้นสูง (al-Tasawuf, Sufism/Islamic Mysticism) บทบาทของ "นักบวช" โดยทั่วไปจะปฏิบัติโดยท่านปรมาจารย์ศาสนาในหนทางจิตวิญญาณ มีสมญานามฉายา เชค หรือ มุรชิด และ ซัยยิด ซึ่งแตกต่างจากนักบวชที่ได้รับการบวชในศาสนาอื่นๆ บุคคลเหล่าอุลามาอฺคือท่านเจ้าครูผู้ชี้นำเฉพาะทางที่นำพาศิษย์ไปสู่เส้นทางแห่งการชำระล้างจิตวิญญาณและความใกล้ชิดกับพระเจ้า นี่คือสัจธรรมที่เหนือชั้นกว่าคนที่ฝักใฝ่โลกิยะ มนุษย์หลายคนหลงลืมไปว่าเราทุกคนถูกให้มีชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อหลงผิดหรือคลั่งโลกียวิสัย ถ้าใครได้ตรึกตรองพิจารณาทบทวนดู หลายคนควรปรับเปลี่ยนตัวเองก่อนที่จะหมดเวลาและสายเกินไปในโลกนี้ ภายภาคหน้าทุกคนต้องเตรียมเผชิญหน้าพบกับอวสานวันสิ้นโลกและยมโลกที่กั้นไว้ก่อนจะถึงโลกอนันตกาลชั่วกัลปวสานในโลกหน้า คนเราจะถูกพระเจ้าพิพากษาอัตตา หากใครมีคุณธรรมสำนึกมโนธรรมหิริโอตตัปปะที่ดีงามก็จะไม่หลงผิดไปกับพวกหมอดูหมอผี (หมอปลอมที่ไม่ใช่แพทย์) บาปหนาบาปใหญ่ที่สุดก็คือการไม่เชื่อในพระเจ้าและตั้งภาคี บางคนยังดื้อดันไม่ยอมรับความจริงเมื่อสัจธรรมปรากฏอยู่ข้างหน้าแล้ว บางคนลืมเลือนว่าใครคือเจ้าของชีวิตทุกชีวิต ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแท้จริงแล้วต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์คนแรกของโลกอย่างท่านศาสดาอาดัมเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะมีพลังงานสสารของพระเจ้า พระเจ้าคือผู้สร้างทุกดวงดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ กฎธรรมชาติก็ถูกพระเจ้าสร้างจัดวางระเบียบด้วยพลังมโหฬาร เงื่อนไขที่สรรพสิ่งเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องมีเหตุ ทุกชีวิตคือผลจากพระเจ้าผู้เป็นเหตุเจ้าตำรับ พระเจ้าอาจบอกใบ้ถึงคำสำคัญให้ซูฟีผู้ชี้นำทางจิตวิญญาณสากลโลกได้รับรู้ ให้มีปัจจัยศัพทมูลวิทยา ยกตัวอย่างเช่นท่านเจ้าอาจารย์หรือที่เรียกกันว่าปรมาจารย์แห่งศาสนา ถ้าสะกดด้วยพยัญชนะภาษาอังกฤษซึ่งเป็นมาตรฐานภาษาระดับโลกรุ่นใหม่เข้ากับภาษาเปอร์เซียเก่าคร่ำครึช่วงริเริ่มซูฟีเรียกกันว่า "khwaja" (ไม่มีคำอ่านสำเนียงภาษาไทยท้องถิ่น) ควาจา–ท่านปรมาจารย์อิสลามทำหน้าที่เป็นเสมือนพี่เลี้ยง ซึ่งส่วนใหญ่ท่านปรมาจารย์จะถูกเรียกว่า เชค-มุรชิด (ซัยยิด ในกรณีที่สืบเชื้อสายท่านศาสดามูฮัมมัดโดยตรง) คอยให้คำแนะนำและแนวทางอาณาจักรจิตวิญญาณแก่ศิษย์ที่เป็นมุรีด เชื้อสายทางจิตวิญญาณท่านเจ้าอาจารย์ซูฟีเป็นส่วนหนึ่งของซิลซิลา ซึ่งเปรียบดั่งห่วงโซ่แห่งการถ่ายทอดทางจิตวิญญาณที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากท่านปรมาจารย์คนต่อๆขึ้นไปจนถึงท่านศาสดามูฮัมหมัด สายโซ่นี้เป็นพื้นฐานของอำนาจและความชอบธรรมเชื่อมโยงศาสนาที่แท้จริงก็คืออัลอิสลาม ตัวกลางและแบบอย่างของเชคมุสลิมซูฟีทำหน้าที่เป็นผู้กำกับนำตัวอย่างเพื่อดึงศิษย์ให้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้นผ่านการทำสมาธิและการเดินทางบนบรรทัดฐานจิตวิญญาณ อย่างไรก็ตาม นักบวชอิสลามคือปรมาจารย์แห่งศาสนาที่แท้จริง แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวกลางเพื่อกราบไหว้บูชาเจว็ดเหมือนนักบวชทั่วไปในศาสนาอื่น เพราะนักบวชอิสลามสักการบูชาพระเจ้าเท่านั้น อิสลามไม่มีพระ มีแต่พระเจ้า (พระเจ้าพระองค์เดียว) อิสลามมีนักบวชอิสลาม หัวหน้าคณะผู้นำทางจิตวิญญาณนิกายซุนนีซูฟีดั้งเดิมบางท่านมีนามว่า "มีร์ซา" ที่แปลว่าเจ้าชายในภาษาเปอร์เซีย/ฟาร์ซี (กรณีแบบท่านอิสลามมีร์ซาที่มีเชื้อสายเจ้าเมืองจักรวรรดิหรือเจ้าจักรพรรดิจริงๆที่ไม่ใช่แค่จักรพรรดิ) และมี "อัลตารีกอ" (al-Tariqa) หรือตอรีกัตนั่นเอง องค์กรซูฟี หรือภราดรภาพอัลตะเซาวุฟ ชมรมขององค์กรทางศาสนาที่แท้จริงก็มีกลุ่มที่บรรดาปรมาจารย์และศิษย์มารวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ มีผู้สนับสนุนกฎหมายอิสลาม แบบเชคซูฟีย์ชัยคฺที่แท้จริงต้องมีความรู้ลึกซึ้งในอัลกุรอานและหะดีษ และปฏิบัติตามชารีอะฮ์ (กฎหมายอิสลาม) อย่างเคร่งครัด การปฏิบัติของชีคซูฟีถือเป็นการเสริมสร้างศรัทธาอิสลามให้เข้มแข็งขึ้น และไม่สามารถให้ความเชื่อบิดเบือนมาแทนที่รากฐานของศรัทธาได้ แตกต่างจากนักวิชาการศาสนาอื่นๆเพราะอัลอิสลามคือศาสนาที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด แม้ว่าบุคคลบางท่าน เช่น มุลลอฮ์และอุลามะฮ์ จะสามารถทำหน้าที่เป็นครูสอนชุมชนและผู้นำการละหมาดในศาสนาอิสลาม แต่บทบาทของเชคมุรชีดจะมุ่งเน้นไปที่เส้นทางลึกลับภายใน หรือตะเซาวุฟ คำบัญญัติอาเทศที่สำคัญ เชค-มุรชิด และซัยยิด เป็นสามคำเรียกขานอันเป็นเกียรติสำหรับท่านปรมาจารย์เจ้าอาจารย์ทางจิตวิญญาณของซูฟียฺ เชคในบางบริบทก็มีความหมายตามตัวอักษรว่า "ผู้อาวุโส" ส่วนมุรชีดคืออีกคำหนึ่งที่ใช้เรียกผู้นำทางจิตวิญญาณในซูฟียฺ ตอรีกัตคือคณะของท่านปรมาจารย์และลำดับทางศาสนาอิสลามที่มีอาเทศต่างๆซึ่งเป็นตัวแทนของสำนักฌานครุ่นคิดตริตรอง ตรัสรู้ญาณแห่งความรู้ขั้นสูงพร้อมการปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่ได้รับพรจากพระเจ้า แท้จริงแล้วนักบวชอิสลามก็เป็นนักเข้าฌานโดยเฉพาะการบรรลุสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าความรู้รอบตัวสามัญชน มุรีดเป็นศิษย์หรือผู้ติดตามที่อุทิศตนเพื่อศาสนา ผ่านการชี้นำของเชคมุรชิดหรือไซยิด ส่วนซิลซิลาแปลว่าลำดับวงศ์ตระกูล-กำพืดทางจิตวิญญาณหรือสายโซ่แห่งการถ่ายทอดที่เชื่อมต่อกับท่านปรมาจารย์ซุนนีซูฟีสืบกลับไปยังท่านศาสดามุฮัมมัด อนึ่งอีกนัยก็เกี่ยวข้องวิทยาศาสตร์กรรมพันธุ์ พันธุศาสตร์ย่อมมีความสำคัญในการสืบเชื้อสายทั้งแง่มุมชีวกายภาพและจิตวิญญาณ ส่วนอีกคำหนึ่งที่คนส่วนมากไม่รู้จัก "เดอร์วิช" นักปราชญ์ผู้ฝึกฝนวินัยพิเศษ ซึ่งอาจรวมถึงการปฏิบัติธรรมขั้นสูงแบบนักพรตผู้ถือศีลครบถ้วนโดยสามารถตัดกิเลสตัณหาราคะให้หมดไปอย่างสิ้นซาก มุริดที่เพิ่งเริ่มหัดบวชอิสลามในบางครั้งก็อาจโดนเชคมุรชิดลองทดสอบความอดทนและหยั่งเชิงเทคนิค เชค มุรชิด และซัยยิดบางท่านก็เป็นนักบุญผู้วิเศษของพระเจ้าที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้แสดงความมหัศจรรย์เชิงประจักษ์ให้เห็น เช่นกรณีท่านซัยยิดพี่โอ๊ค ในตัวท่านปรมาจารย์อิสลามมีร์ซามีฐานะเอาว์ลิยาอฺ (awliya') คือนักบุญอิสลาม การใคร่ครวญไตร่ตรองฐานของปรัชญาอิสลามซูฟีย์ นักบวชอิสลามคือผู้นำทางจิตวิญญาณในหมู่คณะซูฟี (ตอรีกัต) เจาะจงเฉพาะทาง ซึ่งนำทางศิษย์ไปบนเส้นทางแห่งจิตวิญญาณสู่พระเจ้า โดยมุ่งเน้นไปที่การชำระล้างมลทินจิตใต้สำนึกมิติภายใน ควบคู่ขนานกับการบรรลุฌานกับญาณที่ได้มาซึ่งประสบการณ์ทางจิตวิญญาณโดยตรงของเจ้าตัวอย่างถ่องแท้ อาทิ สารคดี "Prince of Eurasia: Monotheism and Devils" (เจ้าชายแห่งยูเรเซีย: หนทางสู่พระเจ้า) มีท่านพี่โอ๊คยูเรเซียเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เรื่องราวที่ท่านไซยิดพี่โอ๊คบรรลุการบวชอิสลามแล้วสู้กับมาร ปราบพวกร่างทรงวิญญาณภูตผีปีศาจ แล้วท่านพี่โอ๊คก็เทศน์สอนจากตำราให้ฟังถึงสัจธรรมในโลก นักบวชอิสลามแบบท่านพี่โอ๊คซัยยิดอิสลามมีร์ซาไม่ใช่แค่อิมามนำละหมาดเท่านั้น เนื่องจากท่านซัยยิดนักบวชอิสลามมุ่งเน้นการตีความกฎหมายทางศาสนาเป็นหลักด้วยบทบาทของนักบวชซูฟีเกี่ยวข้องกับการเทศนาถ่ายทอดความรู้และคำชี้แนะหนทางจิตวิญญาณ ซึ่งถือเป็นมิติส่วนบุคคลภายในอันลึกลับสู่ภายนอกของศาสนาอิสลาม ถึงกระนั้นก็ดี ท่านอาจารย์ซัยยิดอิสลามมีร์ซาปรมาจารย์ศาสนา ยังคงยืนกรานยืนยันคำฟัตวาว่า ซูฟียฺไม่ใช่ลัทธิ ทั้งนี้ก็เพราะแก่นแท้อิสลามมีเพียงเสาหลักแห่ง "อากีดะห์" หรือความเชื่อแขนงเดียวที่เที่ยงตรงนั่นก็คือ "อัลอิสลาม" ที่มีซุนนะห์เป็นแบบอย่างคือการตามรอยท่านศาสดามูฮัมมัดผู้เป็นศาสดาที่แท้จริงท่านสุดท้ายตลอดกาล บทบาทและลักษณะสำคัญผู้นำทางจิตวิญญาณ วิสัยทัศน์นักบวชซูฟีคือการชี้นำผู้คนทุกคนรวมทั้งศิษย์ ในการเดินทางทางจิตวิญญาณ ซึ่งเรียกว่า ตอรีกา มีปรมาจารย์ช่วยถ่ายทอดความรู้ทางจิตวิญญาณและการปฏิบัติของคณะ ช่วยให้ศิษย์ชำระจิตวิญญาณและใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น การศึกษาธรรมะมีหัวหน้าที่เรียกว่า "เจ้าชายแห่งศาสนา" หรือ "Mir ul Urah" ในสมาคมนักบวชเป็นผู้ชี้แนะแนวทางนำอุดมการณ์และทฤษฎีภราดรภาพซูฟีเฉพาะของตน ซึ่งเป็นคณะของศาสนาอิสลามที่ศักดิ์สิทธิ์และมีสถาบันกับผู้ช่วยเหลือ มุ่งเน้นที่ความจริงภายในซึ่งแตกต่างจากนักบวชโบราณที่อาจมุ่งเน้นไปที่กฎหมายศาสนาภายนอก (ชารีอะห์) มากกว่า นักบวชซูฟีจะเน้นที่ความจริงภายในด้วยประสบการณ์ที่อัศจรรย์ (ฮากีกอต) บวกกับการทำสมาธิ "muraqabah" พร้อมซิเกรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการตะเซาวุฟเพื่อเข้าถึงความรู้ศักดิ์สิทธิ์ (มาริฟัต) เช่นความรู้ในการเข้าใจสัจพจน์ ความเข้าใจถึงการมีอยู่ของพระเจ้าที่นิรันดร์ การบรรลุสัจธรรมในการสุญูดกราบพระเจ้าพระองค์เดียว

ท่านพี่โอ๊ค-ปรมาจารย์นักบวชอิสลาม

ท่านพี่โอ๊ค ยูเรเซีย (ท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย) ฮุก่มอย่างเป็นทางการ ท่านอาจารย์ซัยยิดพี่โอ๊คประกาศฟัตวา: อิสลามมีนักบวชที่มีศิยาม นักบวชอิสลามเรียกว่าอะไรที่ไม่ใช่ "อิหม่าม" ? ซึ่งท่านอาจารย์อิสลามมีร์ซาตอบว่าแท้จริงแล้วนักบวชอิสลามเรียกว่า "มุลลอฮ์" (มุลลาห์/มุลลาวี/มอว์ลาห์/เมาว์ลานา). ท่านพี่โอ๊คซัยยิดอิสลามมิรซาผู้เป็นเมาลานาได้เทศนาเกี่ยวกับการฟัตวาและการฮุก่มแจ่มแจ้ง อธิบายเรื่องการบวชอิสลามสุดแท้กระจ่าง โดยมีหลักเกณฑ์กฎข้อสำคัญที่ต้องคำนึงก็คือ คำว่า "บวช" แปลว่าการละทิ้งโลกมายาแล้วเข้าสู่ทางโลกสัจธรรม เข้าฌาน-ทำสมาธิบำเพ็ญตบะ-ละทิ้งสิ่งของนอกกาย ตัวตนที่แท้จริงไม่เกี่ยวกับเงินทอง ไม่เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ ไม่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ไม่เกี่ยวกับวัตถุต่างๆที่ไม่ใช่ตัวตนทางกายภาพ ตัวตนที่แท้จริงมนุษย์เราแต่ละคนคือรูปร่างหน้าตาและจิตใจที่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยน้ำมือของมนุษย์ แน่นอนว่าทุกคนธรรมชาติล้วนถูกสร้างให้เกิดมาโดยพระเจ้า คนเราควรขยันหมั่นเพียรทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์และระลึกถึงการขอบคุณต่อพระเจ้าผู้สร้างโลก พระองค์สร้างชั้นฟ้าอวกาศจักรวาลและสรรพสิ่งต่างๆ ดังนั้นมุสลิมผู้มีเกียรติทุกท่านต้องยำเกรง และรำลึกถึงพระเจ้าด้วยญาณสำนึกที่ไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์ พระเจ้าพระองค์เดียวภาษาอารบิกอ่านว่า "อัลลอฮฺ" แต่ไม่ว่าจะภาษาใดก็ตามแต่ พระเจ้าก็คือพระเจ้าผู้มีพลังมหาศาลเกินกว่าทุกสรรพสิ่ง พระองค์มีชีวิตอมตะอยู่วันยันค่ำ พระเจ้าไม่เดินบนพื้นโลก พระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าจินตนาการที่มนุษย์ไม่สามารถทึกทักมโนอุปโลกน์เอง สัจธรรมที่สูงส่งที่สุดก็คือพระเจ้าที่อยู่เหนือเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกคนก็อย่าหลงผิดและยอมรับสัจธรรมที่แท้จริงที่สุดที่เหนือกว่าวิทยาศาสตร์ พระเจ้าคือผู้ที่ทำให้มวลชีวิตทั้งหลายทั้งปวงบังเกิดขึ้นมาได้ ความสับสนเกี่ยวกับสถานภาพของท่านอิสลามมีร์ซา (หรือที่รู้จักในชื่อพี่เจ้าชายโอ๊ค, Prince Oak Oakleyski) เกิดจากการใช้คําเรียกในเชิงเปรียบเทียบและการนําเสนอผ่านสื่อ โดยทั่วไปแล้วในศาสนาอิสลามไม่มี "ระบบอารามวาสี" ระบบนั้นก็คือระบบที่ตัดขาดจากโลกภายนอกและห้ามมีครอบครัว หรือระบบตัวกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าแบบในบางศาสนา ระบบนักบวชทั่วไปที่ถือเพศพรตนั้นแต่งงานไม่ได้ ส่วนระบบอิสลามสามารถมีผู้นำทางจิตวิญญาณที่เป็นปรมาจารย์นักเทศน์ศาสนาพร่ำสอนให้ทุกคนเป็นคนดี โดยภาษาไทยอาจจะเรียกกันให้เข้าใจง่ายๆว่า "นักบวชอิสลาม" (ภาษาอังกฤษคือ Islamic cleric) ซึ่งเป็นบุคคลที่อุทิศตนเพื่อหนทางแห่งศาสนาของพระเจ้า หากเรามองโลกอย่างกว้างๆด้วยเชาวน์ปัญญา เราก็จะรู้ว่าทุกศาสนาที่แท้จริงล้วนมีนักบวชที่แตกต่างกันไป แน่นอนว่านักบวชอิสลามต่างจากศาสนาอื่นมากที่สุดเป็นพิเศษ นักบวชในที่นี้หมายถึงผู้นำทางศาสนา ไม่ใช่ในระบบนักบวชทั่วไปที่หมายถึงระบบอารามวาสี คนเราต้องแยกแยะประเด็นให้ถูกต้อง พระเจ้าไม่ได้สั่งให้อิสลามมีนักบวชตามความหมายทั่วไป (พระเจ้าไม่ได้สั่งให้มีระบบบวชแบบวัดวาอาราม) แต่ในความหมายอิสลามมีคำว่า "บวช" ที่หมายถึงการถือศีลอดและเข้าฌานขัดเกลาจิตใจแบบฉบับอิสลามซึ่งแตกต่างจากศาสนาอื่น ถ้าหากพวกเราจะอ้างอิงคำว่า "นักบวช" จากโองการอัลกุรอาน (ซูเราะห์ 57 อายะห์ 27) ตัฟซีรนั้นตีความได้ว่าหมายถึงนักบวชส่วนมากที่ฝ่าฝืน (ท่านนบีอีซามีสาวกกลุ่มใหญ่ที่บวชเกินขอบเขตบัญญัติศาสนา) ส่วนถ้าจะพูดถึงหะดิษที่ท่านนบีมูฮัมหมัดบอกก็แปลตรงตัวให้เข้าใจง่ายๆได้ว่า "ไม่มีระบบอารามวาสีในอิสลาม" หรือ "ไม่มีระบบภิกษุในอิสลาม" แต่หลายคนก็ยังสับสนความหมายของคำว่า "นักบวช" กับ "ภิกษุ" ซึ่งในความเป็นจริงเชิงอรรถศาสตร์คำศัพท์คำว่านักบวชไม่ได้แปลว่าพระ คนที่ผิดคือคนที่เข้าใจผิดเองที่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของภาษา หารู้ไม่ว่าสังกัดการบวชอิสลามในเชิงรหัสยนิยมเป็นความรู้ที่ลึกลับที่ประกอบไปด้วยรากฐานในการบวชในเดือนรอมฎอนอยู่ด้วย ท่านพี่โอ๊คซัยยิดอามีร์ซายูเรเซียก็เป็นรหัสยิกอิสลามผู้ลึกลับ ดังนั้น การเรียกท่านพี่โอ๊คว่าเป็นนักบวชอิสลาม เป็นการใช้คําเรียกตามความเข้าใจของบุคคลหรือสื่อ เพื่อระบุถึงสถานะผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาและผู้นําจิตวิญญาณ แต่ไม่ใช่ในความหมายของการละทิ้งชีวิตฆราวาส ทั้งนี้ทั้งนั้น นักบวชอิสลามถ้าแปลตรงตัวเป็นอารบิกคือ رجل دين إسلامي (rajul dīn islāmī). ทําไม "ท่านพี่โอ๊ค" หรือ "ท่านอิสลามมีร์ซา" ถึงถูกเรียกว่านักบวช? การใช้คําเรียก (Term): ในสื่อต่างๆมีการใช้คําว่า "นักบวชอิสลาม" (Islamic Cleric) หรือ "มุลลอฮ์" (Mullah) เพื่อสื่อถึงสถานะผู้ทรงความรู้ทางจิตวิญญาณ. ตัวตนและการนําเสนอ: ท่านอิสลามมีร์ซา หรือ ท่านพี่โอ๊ค ถูกนําเสนอในฐานะผู้นําทางจิตวิญญาณ (Spiritual Leader) สายซุนนีซูฟี (Sunni-Sufi) และผู้สืบเชื้อสายทางสายเลือดของศาสดามูฮัมหมัด การใช้คําว่า "นักบวช" ในที่นี้จึงมักเป็นการแปล ความหมายเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายว่าเขาเป็น "ผู้เข้ารับอิสลามอย่างสมบูรณ์แล้วได้สถาปนาองค์กรทางศาสนา" และเป็น "ปรมาจารย์ผู้สอนศาสนา" ในเชิงจิตวิญญาณ ไม่ใช่การบวชแบบเข้าพิธีกรรมตัดทางโลก ฉะนั้นถ้าผู้ใดจะพูดถึงนักบวชของอิสลามก็ต้องแยะแยะให้ออกว่าแนวคิดหรืออุดมคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับนักบวชในศาสนาอิสลามนี้คำว่านักบวชหมายถึงปรมาจารย์ผู้นำทางศาสนา/ผู้นำทางจิตวิญญาณ ซึ่งมีอุดมการณ์คือการเผยแผ่ศาสนากับเผยแพร่สัจธรรมของพระเจ้า นี่แหละเป้าหมายที่แท้จริงของนักบวชอิสลามก็บวชในแบบฉบับอิสลามเพื่อพระเจ้าองค์เดียว วีถีนักบวชมุสลิม ในภาษาอาหรับ คำว่า เราะห์บานียะฮ์ (رهبانية) โดยหลักแล้วหมายถึงการพรต แต่มีความหมายสองระดับที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริบทการใช้งาน: ความหมายทางภาษาและศาสนา: การพรต/การบำเพ็ญเพียรอย่างสุดโต่ง; คำนี้มาจากคำว่า รอฮิบ (นักพรต) ซึ่งมาจากรากศัพท์ รอห์บะฮ์ (ความเกรงกลัว) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกลัวพระเจ้า หมายถึงการปฏิบัติที่ถอนตัวออกจากโลก รักษาพรหมจรรย์ และละทิ้งความสุขทางโลกที่ถูกต้องตามกฎหมาย (เช่น การแต่งงานและการมีส่วนร่วมทางสังคม) เพื่อมุ่งเน้นไปที่การบูชาอย่างเต็มที่ ในคัมภีร์อัลกุรอาน (ซูเราะห์ อัล-ฮะดีด 57:27) อธิบายว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ "คิดค้น" โดยสาวกของท่านศาสดาอีซาด้วยความปรารถนาที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย "การบวชแบบอิสลาม": ญิฮาดและการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง; ในประเพณีอิสลาม ท่านศาสดามูฮัมหมัดได้กล่าวไว้อย่างมีชื่อเสียงโด่งดังว่า "ไม่มีการถือเพศพรตในอิสลาม" อย่างไรก็ตาม ความหมายเชิงเปรียบเทียบประการที่สองปรากฏอยู่ในหะดีษ ซึ่งระบุว่าญิฮาด (การต่อสู้ในหนทางของพระเจ้า) คือ "การบวชในแบบฉบับอิสลามของประชาชาตินี้" ในแง่นี้ ความพยายามทางกายและทางจิตวิญญาณของญิฮาดเข้ามาแทนที่แนวคิดของคริสเตียนเกี่ยวกับการถอนตัวออกจากโลกโดยสิ้นเชิง ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในโลกเพื่อเห็นแก่พระเจ้า อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ท่านพี่โอ๊คมีวิชาชีพที่หลากหลาย นอกจากบทบาททางผู้นำทางศาสนา เขายังเป็นผู้อํานวยการสร้างหนังสือตำรา รวมถึงเป็นอาจารย์สอนอากีดะห์อิสลามกับภาษาอังกฤษด้วย ในหลักธรรมทางศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามที่อิหม่ามอัล-กาซาลีได้กล่าวไว้ มีการบวชถือศีลอด (ซอว์ม หรือ ศิยาม) สามระดับ ระดับสูงสุดที่ผู้ศรัทธาสามารถบรรลุได้คือ ซอว์ม คุซุส อัล-คุซุส (การถือศีลอดของสุดยอดแห่งสุดยอด) ในขณะที่การถือศ๊ลอดทั่วไปเน้นการงดเว้นทางกายภาพ ระดับสูงสุดนี้คือ "การถือศีลอดแห่งหัวใจ" ทั้งสามระดับมีนิยามดังนี้; การถือศีลอดธรรมดา (ซอว์ม อัล-อุมุม): ระดับพื้นฐานที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ เกี่ยวข้องกับการงดเว้นจากอาหาร เครื่องดื่ม และการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่รุ่งอรุณจนถึงพลบค่ำ. การถือศีลอดพิเศษ (ซอว์ม อัล-คุซุส): "การถือศีลอดของผู้ทรงคุณธรรม" ซึ่งเกี่ยวข้องกับการระมัดระวังประสาทสัมผัสทั้งหมด ได้แก่ ตา หู ลิ้น มือ และเท้า จากการกระทำบาปหรือการละเมิดใดๆ. การถือศีลอดพิเศษยิ่งกว่า (ซอว์ม คุซุส อัล-คุซุส): ระดับสูงสุดที่อยู่ในวิถีการบวชอิสลามอย่างแท้จริง ที่ผู้ศรัทธาถือศีลอดด้วยหัวใจทั้งหมดของตน สิ่งนี้ประกอบด้วย:การอุทิศตนอย่างสมบูรณ์: การละทิ้งความกังวลทางโลกและความคิดทางโลกทั้งหมด เพื่อมุ่งเน้นไปที่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว. ความสงบทางจิตวิญญาณ: การรักษาสภาวะที่ไม่มีความคิดอื่นใดนอกจากพระเจ้าเข้ามาในจิตใจ. ความผูกพันกับพระเจ้า: การถือศีลอดจะถือว่า "ขาด" ในระดับนี้ หากหัวใจหมกมุ่นอยู่กับสิ่งอื่นใดนอกจากพระเจ้าหรือโลกหน้า รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับวิธีการละศีลอดเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน. ระดับสูงสุดนี้เป็นความปรารถนาของผู้ที่แสวงหาการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณขั้นสูงสุด ซึ่งตามประเพณีแล้วมักเกี่ยวข้องกับศาสดา นักบุญหรือนักบวชอิสลามที่แท้จริง ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากที่สุด (มุการ์รอบิน) การปฏิบัติที่เกี่ยวกับการบวชอิสลามอย่างลึกซึ้งก็มีแง่มุมที่เรียกว่า "มิติภายในของการบวชถือศีลอด" โลกมิติทางจิตวิญญาณนักบวชอิสลามที่มีข้อกำหนดของแต่ละระดับ นักบวชก็สามารถเลื่อนขั้นตามความสามารถของตนที่พระเจ้าได้ประทานพรสวรรค์ นักบวชอิสลามคือมุสลิมที่เป็นอุละมาอ์เช่นท่านพี่โอ๊ค-ท่านอิสลามมีร์ซาคืออิหม่าม/อิมามนอกมัสยิด ท่านอิสลามมีร์ซาคือผู้ทรงภูมิขั้นมีรฺ-อาลิมอุลามะซุนนีซูฟีที่บรรลุการบวชอิสลามอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ถือศีลอดอาหารเฉยๆ (ถ้าอดอาหารอย่างเดียวแต่ไม่ซิเกรขัดเกลาจิตใจภายในสู่ภายนอกก็ไม่ควรเรียกว่าบวช) อย่างไรก็ดี มุสลิมทุกท่านอาจเรียกการถือศีลอดอาหารว่า "บวช" การใช้คำศัพท์ไม่มีความลึกลับซับซ้อน แต่ความหมายที่มากกว่าผิวเผินลึกๆแล้วคำว่า "นักบวช" อิสลามไว้เรียกเฉพาะอุลามาอฺหรือมุสลิมชั้นสูง ยกตัวอย่าง ท่านอิสลามมีร์ซาก็คือนักบวชอิสลามซุนนีซูฟีชั้นสูงที่ได้สัมฤทธิ์การตะเซาวุฟลุล่วงเรียบร้อยแล้ว (บรรลุฌานมารีฟัตกับฮากีกอต) และสามารถตัดสินข้อเท็จจริงต่างๆด้วยกฎหมายอิสลาม (สามารถฮุก่มและวินิจฉัยข้อสรุปฟัตวาโดยพึ่งฐานชารีอะห์กับฟิกฮฺคัดกรอง) อะไรที่มุสลิมสามารถกระทำได้ก็คือสิ่งที่ฮาลาลซึ่งไม่ฮารามและไม่มักโระห์ การตรัสรู้แบบฉบับอิสลามเพื่อเข้าถึงญาณบรรลุฌาน "ฮากีกัต" ระดับสูงที่มีประกายรัศมีเปล่งแสงสว่างดั่งโหวงเฮ้งหน้าผากกว้างสวยสง่างามหลอมรวมกับฌานขั้นสุดท้าย "มารีฟัต" หรือมะอฺรีฟะฮ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อาทิ การที่ท่านอิสลามมีร์ซาถูกพระเจ้ากำหนดมาให้มีหน้าตาหล่อเหลาธรรมชาติ โครงหน้าสมดุลแกนสมมาตรแบบท่านศาสดามูฮัมหมัด ไม่ศัลยกรรม มีหน้าตาเป็นอาวุธรูปธรรมกายภาพภายนอกสู่ภายใน ท่านอิสลามมีร์ซาทราบซึ้งในบุญคุณอันใหญ่หลวงที่พระเจ้าให้มาซึ่งความวิเศษในอิสลาม จึงได้สถาปนาคำบัญญัติอาเทศโดยใช้ชื่อทางศาสนา ศาสนนามตัวตน "ท่านพี่โอ๊ค ยูเรเซีย" หรือ "Prince of Eurasia" คือสิ่งวิเศษ ไม่ใช่นามบุคคลธรรมดา แต่เป็นซูฟีตอรีกัตที่ถูกกำเนิดขึ้นมาระหว่างช่วงการบรรลุธรรมขั้นสูงของท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย ซึ่งได้รับพรจากพระเจ้า พระเจ้าให้ท่านอิสลามมีร์ซาเป็นบ่าวของพระองค์เพื่อเผยแผ่ศาสนาและเผยแพร่สัจธรรม ซึ่งพระองค์ก็กำหนดกอฎอ-กอดัรไว้ล่วงหน้าก่อนที่ท่านอิสลามมีร์ซาบรรลุญาณด้วยซ้ำ ก่อนที่ Mystic Emperor Oakley Papa Islammirza ประสูติขึ้น นักบวชอิสลามทุกท่านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือหน้าตากับผิวพรรณดีมีนูรสง่าราศีสว่างไสวที่คนปกติไม่มีหรืออาจมองไม่เห็นออร่าของมุลลาฮ์ ประเด็นอิสลามที่น่าสนใจอีกหัวข้ออย่าง "ฮุกุ่ม 5" หรือ "Ahkam al-Khamsah" ซึ่งเป็น กฎ 5 ประการตามหลักศาสนาอิสลาม ที่แบ่งประเภทของกฎหมายอิสลาม (ชะรีอะฮ์) ที่มีต่อการกระทำของมุสลิม ออกเป็น 5 ประเภท จำแนกอย่างละเอียดเป็นข้อย่อย ได้แก่ ข้อแรก: วุญูบ/วาญิบ (wajib) คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เช่น การดำรงไว้ซึ่งการละหมาดห้าเวลาในแต่ละวัน-ทุกวันอย่างตลอดชีพ และการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน. ข้อสอง: อิสติฮ์บาบ/มุสตะฮับ (mustahabb) คือสิ่งที่แนะนำให้ทำ แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องทำ แต่ถ้าทำก็จะได้รับผลบุญ เช่น การถือศีลอดในวันจันทร์และวันพฤหัสที่ไม่ใช่ในเดือนรอมฎอน. ข้อสาม: หุรมัต/ฮาราม (haram) คือสิ่งที่ต้องห้ามทำ เช่น การดื่มสุรา และการบริโภคสิ่งมึนเมาอื่นๆ. ข้อสี่: กะรอฮัต/มักโระห์ (makruh) คือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเผลอทำก็ไม่บาป เช่น การกินกระเทียมซึ่งทำให้มีกลิ่นปากแรงก่อนเข้ามัสยิด และการใส่เสื้อสีแดงล้วนหรือสีแสดแซฟฟรอน. ข้อห้า: อิบาฮะห์/มูบาห์ (mubah) คือสิ่งที่อนุญาตให้ทำได้ เช่น กระบวนการค้นคว้าวิจัยและผลิตนวัตกรรมใหม่ๆที่ทันสมัย การใช้ภาพยนตร์สารคดีเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ลงรอยกับโลกยุคดิจิทัลปัจจุบันเพื่อการศึกษา การบุกเบิกก่อตั้งปรัชญาทางโลกสู่ทางธรรมที่ไม่ใช่อุตริกรรม และการเล่นต่างๆเพื่อความสุขสำราญเพลิดเพลินใจหรือการเล่นเกมสนุกสนานที่ไม่เข้าข่ายบาป และมุมมองไลฟ์สไตล์อย่างเช่นวัฒนธรรมแต่ละเชื้อชาติ และขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างที่ไม่ใช่เรื่องศาสนา เป็นต้น

การฟัตวาแบบกิยาสคือการใช้ตรรกะแห่งความสมเหตุสมผล เพื่อขยายขอบเขตของกฎหมายศาสนาให้ครอบคลุมสถานการณ์ปัจจุบัน โดยใช้ "เหตุผลของข้อบัญญัติ" เป็นสะพานเชื่อม เช่นเดียวกับที่บัญญัติไตรยางศ์ใช้ "สัดส่วน" เป็นสะพานหาคำตอบนั่นเอง ท่านพี่โอ๊คได้ใช้ทักษะกิยาสในการฟัตวาเรื่องที่มันอลเวง นักวิชาการท่านอื่นๆก็อาจจะลองหัดใช้ตรรกศาสตร์การเทียบเคียงดู เรื่องไหนที่หะราม เรื่องไหนที่หะลาล และเรื่องไหนที่บิดอะฮ์ ก็ควรวินิจฉัยอย่างรอบคอบ ทีนี้ลองมาตรวจสอบข้อชี้แจงอื่นๆกันดูว่า จริงๆแล้วอิสลามมีระบบแฟนไหม? ตอบได้สองแบบคือ ไม่มีถ้าหมายถึงแฟนในแบบศาสนาอื่น หรือ มีถ้าหมายถึงแฟนที่เป็นภรรยาในศาสนาอิสลาม นี่คือการยกตัวอย่างการนำข้อตั้งมาเปรียบเทียบเชิงกิยาสซ่อนเร้นที่เรียกว่ากิยาสคอฟี (Qiyas Khafi / قياس خفي) ซึ่งต้องอาศัยทักษะความสามารถด้านตรรกศาสตร์ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจความกำกวมของกิยาสแบบนี้ได้ เพราะไม่ใช่กิยาสที่เด่นชัดแจ่มแจ้งอย่างกิยาสจาลี (Qiyas Jali / قياس جلي) เนื่องจากกิยาสคอฟีมีความซับซ้อนคลุมเครือมากกว่า แล้วอิสลามมีระบบนักบวชไหม? ตอบได้สองแบบคือ ไม่มีถ้าหมายถึงนักบวชแบบภิกษุสงฆ์ในศาสนาอื่น หรือ มีถ้าหมายถึงนักบวชที่เป็นปราชญ์ผู้นำแสวงหาสัจธรรมอิสลาม มีข้อแม้ว่าต้องอยู่บนพื้นฐานความคิดที่ถูกต้องในการตีความบทบัญญัติจากอัลกุรอาน และหะดิษที่ท่านศาสดาบอกว่าอิสลามไม่มีระบบการถือเพศพรต ด้วยเหตุผลที่เป็นข้ออ้างที่ถูกต้องคือ คำว่าภิกษุสงฆ์หรือนักพรตสายอารามวาสีนั้นไม่ได้แปลว่านักบวชเสมอไป แต่คนไทยบางคนกลับตีความคลาดเคลื่อนในความหมายที่แท้จริงของหะดิษนั้น หลายคนเข้าใจผิด ทำให้คนไทยคนอื่นๆหลายคนเข้าใจผิดกัน) จะยังไงก็ชั่ง ที่เอ่ยถึงข้างต้นคือกิยาสเปรียบเทียบเชิงซ่อนเร้น คำว่า 'ระบบ' เหมือนกัน (ระบบแฟน: ความหมายกว้างเกิน ต้องเจาะจง / ระบบนักบวช: ความหมายกว้างเกิน ต้องเจาะจง) สรุปการฟัตวาสากลได้ว่า แท้จริงแล้วอิสลามมีนักบวชที่ถูกเรียกว่าปรมาจารย์/ปราชญ์ผู้รู้ ที่ไม่ใช่นักบวชแบบในศาสนาอื่น หลายคนไม่รู้ว่าการเห็นต่างในแบบ "คิลาฟ" (Khilaf) ซึ่งหมายถึง ความแตกต่าง การขัดแย้ง การไม่เห็นพ้อง หรือ การแตกต่าง เมื่อนำมาใช้ในทางศาสนาอิสลาม มักจะหมายถึง ความเห็นที่ต่างกันทางด้านหลักการศาสนา (ฟิกฮ์) หรือการตีความหลักฐาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในหมู่ปวงปราชญ์มุสลิม (อุละมาอ์) และมีคำศัพท์เฉพาะเช่น "อิคติลาฟ" ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องแตกแยก ความไม่ตรงกันนี้ไม่ได้สื่อว่าไม่ลงรอยกันในเชิงลบเสมอไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาและการตีความศาสนาที่นำไปสู่ความเข้าใจที่หลากหลายและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในหมู่ผู้รู้ นี่เป็นเรื่องของความต่างในแต่ละทรรศนะของนักวิชาการ วลีประโยค "มุสลิมทุกคนคือฆราวาสและนักบวชในตัวเดียวกัน" สื่อถึงโดยปริยายว่า ศาสนาอิสลามมีนักบวชที่ต่างจากศาสนาอื่น การที่มุสลิมเป็นฆราวาสครึ่งหนึ่งกับนักบวชอีกครึ่งหนึ่งในความเป็นคนนั้นไม่ได้หมายความว่ามีอาชีพนักบวชโดยตรงในอิสลาม เพราะคำว่า "นักบวชอิสลาม" นั้นไม่ใช่อาชีพที่มาจากบทบัญญัติศาสนา เช่นเดียวกับการที่อิสลามมีนักร้อง ศิลปิน หรือนักแสดง ล้วนไม่ใช่อาชีพทางศาสนาตามหลักนิติศาสตร์อิสลาม แต่บางคนก็ยังบอกว่าอิสลามมีนักแสดง "นักแสดงละครอิสลาม" ก็เป็นอะไรที่ย้อนแย้งต่อศาสนาเป็นอย่างมากเนื่องจากการเล่นแสดงละครคือมุสาจอมปลอมเสแสร้ง ไม่ใช่แค่สุนทรียภาพเชิงศิลป์ ถึงอย่างไรก็ตาม เหล่าผู้ที่เรียกตัวเองว่าอาลิมบางคนก็บอกถ้าหากลองใช้ตรรกะเปรียบเทียบดูแล้วก็ไม่แปลกที่อิสลามจะยอมรับให้มีนักร้องเพลงผู้ให้ความรื่นเริงคลายเครียด และมีนักบวชผู้เป็นปรมาจารย์หรือปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิในแบบฉบับของอิสลามได้ ดีกว่าที่จะบอกว่าอิสลามมีนักแสดงด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น การที่เรียกท่านพี่โอ๊คหรือท่านอิสลามมีร์ซาว่าเป็นนักบวชอิสลามก็ไม่ได้ผิดแต่ประการใด หากจะใช้อุปลักษณ์เปรียบเทียบ การเสนอข้อตั้งสมมติฐานว่า "มุสลิมคือฆราวาสและนักบวชในคนเดียวกัน" ในกรณีของท่านพี่โอ๊คเขาเอนเอียงไปทางนักบวชเพื่อศาสนามากกว่าที่จะเป็นฆราวาส (ฆราวาสแปลว่าคนธรรมดา) จะต่างกันเล็กน้อยตรงที่ท่านพี่โอ๊คมีความเป็นคนธรรมดาอยู่น้อยกว่าความเป็นนักบวชในตัวตนก็เพราะว่าแก่นแท้ของท่านพี่โอ๊คเกิดมาเป็นนักบุญที่อุทิศตนเพื่อศาสนาอย่างเคร่งครัดโดยการสละความธรรมดาทางโลกมายาที่เห็นกันอยู่ทั่วไปในประเทศไทยที่มีสิ่งบันเทิงกับความวุ่นวายของคนทั่วไป หลายคนก็อาจจะอุปมาอุปไมยว่าถ้าอิสลามมีนักบุญที่เรียกว่า Awliya'/Wali (เอาว์ลียาอฺ/วาลีย์) หรือ วะลียุลลอฮฺ นั่นก็แปลว่าอิสลามมีบุคคลจำพวกหนึ่งที่เป็นประเภทที่ "ไม่ธรรมดา" (นอกจากศาสดา) อาทิ บรรดาเอาลิยาอ์-วะลีย์ที่ถูกกล่าวถึงในคัมภีร์อัลกุรอาน ก็ไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นฐานะสถานภาพทางสังคมมากกว่า ส่วนบุคคลที่ไม่ธรรมดาตามหลักสากลชนิดที่ถูกจัดให้อยู่ในเครือลำดับเดียวกับนักบวชเทียบศาสนาอื่น หรือที่เรียกว่าหมวดหมู่นักบวชอิสลาม คือคำว่า "อิมาม" ที่แปลว่าผู้นำทางศาสนา กับคำว่า "มุฟตี" (ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอิสลามที่มีอำนาจในการบัญญัติฟัตวา) ซึ่งเป็นอาชีพทางศาสนาอย่างชัดเจน และก็คำว่า "กอฎี" ที่หมายถึงผู้ตัดสินตามหลักเกณฑ์นิติศาสตร์อิสลามที่สามารถบัญญัติฟัตวาได้เช่นกัน เช่นท่านอิสลามมีร์ซาก็เป็นมุฟตี (Mufti) และกอฎี (Qadi/Qazi) ในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิม ส่วนคำว่า "นักบวช" ไม่ใช่อาชีพทางศาสนาอิสลาม แต่เป็นคำเรียกให้คนทั่วโลกเข้าใจง่ายดาย โดยการมองอย่างเป็นกลาง เฉลี่ยแล้วภาษาที่ประชากรทั่วทุกมุมโลกเข้าใจกันมากสุดคือภาษาอังกฤษ ชาวโลกสากลส่วนใหญ่เข้าใจในความหมายของคำว่า "Islamic cleric" ที่แปลเป็นไทยอย่างตรงตัวก็แปลว่านักบวชอิสลาม แต่ถ้าจะแปลให้ถูกตามหลักการศาสนาอิสลามก็แปลว่าผู้นำทางศาสนา ถ้าแปลแบบยาวเหยียดก็หมายถึงปรมาจารย์ผู้อุทิศตนในหนทางแห่งศาสนาเพื่อเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณเพื่อผลประโยชน์ของพระเจ้า ท้ายนี้ก็อย่าได้ลืมไปว่า ถ้าจะเอ่ยถึงหะดิษที่ท่านศาสดามูฮัมหมัดได้พูดไว้ว่า ในศาสนาอิสลามไม่มีระบบบรรพชิตหรืออารามวาสี นั้นหมายถึง ไม่มีระบบภิกษุสงฆ์ในอิสลาม ไม่ได้หมายความว่าศาสนาอิสลามไม่ให้มีนักบวชที่ไม่ใช่ภิกษุสงฆ์ผู้ถือเพศพรต สรุปตามหลักฐานหะดิษนั้นอย่างกระจ่างได้ก็คือ ห้ามมี "ระบบ" (ระบบอารามวาสีแบบในศาสนาอื่นที่ไม่ใช่อิสลาม) แต่ไม่ได้ห้ามการ "บวช" (บวชอิสลาม) ทุกคนควรใช้วิจารณญาณกับสติปัญญา ไม่ใช่วิพากษ์วิจารณ์มั่วซั่ว ถึงแม้ว่านักวิชาการบางคนอาจจะไม่ค่อยมีความสอดคล้องกับผู้รู้คนอื่นๆ แต่ละคนก็มีความสามารถในการตีความไม่เท่ากัน ก็ต้องเข้าใจสัจธรรมที่ว่าภูมิปัญญามีหลายระดับ บางคนเป็นมนัสวีก็มีความรู้ทางโลกมาก บางคนที่ไม่ใช่มุนิก็อาจมีความรู้ทางธรรมน้อย แต่อิสลามสอนว่าให้ใช้เหตุผลที่มีสติสัมปชัญญะให้ดีๆ ไม่ใช่ตีความภาษาผิดพลาดว่าอิสลามไม่มีการบวชทั้งๆที่อิสลามมีการบวชถือศีลที่เรียกว่าศิยาม จริงๆศาสนาอิสลามมีการบวช แต่แค่ไม่มีระบบการพรตอย่างสุดโต่งแบบในศาสนาอื่น ดังนั้น การที่ศาสนาอิสลามมีนักบวชในแบบฉบับของอิสลามเองก็ไม่ผิด ทำนองเดียวกับการที่ประเทศที่มีมุสลิมเป็นผู้ปกครองคิดค้นผลิตเบียร์ฮาลาลขึ้นมาก็ไม่ผิด ไม่ถือว่าเข้าข่ายบิดอะห์ และก็ไม่ใช่ความผิดใดๆจากฟัตวานี้ที่มีจุดยืนยันบ่งชี้ว่าท่านอิสลามมีร์ซาคือนักบวชอิสลามที่แปลว่าปรมาจารย์ผู้มีวิชชาในอิสลามแห่งโลกสากล เพื่อจุดประสงค์ในการเผยแพร่สัจธรรมกับเผยแผ่ศาสนาให้ต่างศาสนิกชนมองอิสลามในมุมมองที่สันติสุขสวยงามเป็นพิเศษมากขึ้น ก็เพื่อศาสนาที่สมบูรณ์แบบที่สุดของพระเจ้า ไม่มีพระใดๆ ไม่มีเทพเจ้าอื่นใดทั้งนั้นในโลกแห่งความเป็นจริง แท้จริงแล้วความศักดิ์สิทธิ์เป็นของพระเจ้าพระองค์เดียว ศาสนาอิสลามไม่มีระบบชนชั้น ก็หมายถึงไม่มีใครมีสิทธิเหนือกว่าใคร มนุษย์ "เท่าเทียม" กันทุกคน ห้ามผู้ใดลิดรอนสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น แต่ถ้าหมายถึงชนชั้นด้านความรู้ความเข้าใจ ก็ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงอิสลามมีชนชั้นที่เรียกว่า อุลามาอฺ ที่เป็นทายาทศาสดา ทั้งนี้ก็เป็นสิ่งดีงามที่ท่านพ่อปาป๊าป๋าโอ๊คแห่งยูเรเซียสุดหล่อ (Handsome Papa Oak of Eurasia) ได้นำหลักฐานทางศาสนบัญญัติมาอ้างอิงถึง; لاَ رَهْبَانِيَّةَ فِي الإِسْلاَمِ (lā rahbāniyyata fī al-islām) แปลได้ว่า: "ไม่มีความเป็นสงฆ์ (หรือที่ว่างสำหรับการถือเพศพรต) ในศาสนาอิสลาม" หะดีษอีกบทหนึ่งที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นทางเลือกของศาสนาอิสลามนอกเหนือจากการอยู่อย่างสันโดษของนักพรตคือ: إِنَّمَا رَهْبَانِيَّةْ الْجِهَادِي الْجِهَادِ فِي سَبِيلِ اللَّهِ (innamā rahbāniyyatu ummatī al-jihādu fī sabīl allāh) คำนี้แปลได้ว่า "การบวชในอุมมะฮ์ (ชุมชน/ประชาชาติ) ของฉันเป็นเพียงญิฮาดในวิถีทางของพระเจ้าเท่านั้น" ญิฮาดสามารถทำได้ทางจิตวิญญาณ การต่อสู้ภายในนี้มักเรียกกันว่า "ญิฮาดที่ยิ่งใหญ่" (อัล-ญิฮาด อัล-อักบัร) และชาวมุสลิมจำนวนมากถือว่ามีความสำคัญมากกว่าญิฮาดรูปแบบภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเพณีของซูฟี (มิติจิตวิญญาณอิสลาม) คำภาษาอาหรับคำว่า ญิฮาด แปลว่า "การต่อสู้" หรือ "ความพยายามอย่างเต็มที่ไปสู่ จุดมุ่งหมายที่น่ายกย่อง" และครอบคลุมความพยายามที่หลากหลายในการใช้ชีวิตตามการชี้นำของพระเจ้า ญิฮาดทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่กว่า ญิฮาดทางจิตวิญญาณเป็นการต่อสู้อย่างต่อเนื่องและมีสติกับตัวตนส่วนล่างของตัวเอง (nafs) ซึ่งถือเป็นแหล่งที่มาของแรงกระตุ้น การล่อลวง และบาปที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ความเย่อหยิ่ง ความโลภ ความอิจฉา และความโกรธ เป้าหมายคือการชำระจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ พัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้า และกลายเป็น ผู้ศรัทธาที่อิหม่าน (iman) พลังศรัทธามากขึ้น การต่อสู้ภายในนี้เกี่ยวข้องกับการพยายามอย่างแข็งขันเพื่อพฤติกรรมที่มีคุณธรรม บวกกับการซอบัร (sabr): การยับยั้งตนเองอย่างแข็งขันจากการกระทำผิดและการร้องเรียนเมื่อเผชิญกับภัยพิบัติและการไว้วางใจในพระเจ้า แล้วเราก็ต้องมีความกตัญญูกตเวที ขอบคุณต่อพระองค์ ด้วยการชูโกร (shukr): การยอมรับและซาบซึ้งในพระพรของพระเจ้า. การให้อภัย: การให้อภัยผู้อื่นและการแสวงหาการให้อภัยตนเองและการให้อภัยจากพระเจ้า. การควบคุมตนเอง: ต่อสู้กับความปรารถนาภายในและ การล่อลวง. การกระทำเชิงบวก: การมีส่วนร่วมในการกระทำที่มีความเมตตากรุณาและการรับใช้ผู้อื่น การต่อสู้ทางจิตวิญญาณนี้เป็นการเดินทางอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งท่านศาสดามูฮัมหมัดได้รับการกล่าวขานอย่างมีชื่อเสียงเมื่อกลับมาจากการสู้รบ; "เราได้กลับมาจากญิฮาดที่น้อยกว่าไปสู่ญิฮาดที่ยิ่งใหญ่กว่า". บริบทในความคิดของอิสลาม: แม้ว่าญิฮาดมักจะเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางกายภาพในวาทกรรมที่ได้รับความนิยมสมัยใหม่ แต่เนื้อหาสำคัญของเทววิทยาและจิตวิญญาณอิสลามก็เน้นย้ำถึงการต่อสู้ภายในอย่างสันติเป็นพื้นฐาน นักวิชาการอิสลามคลาสสิก เช่น อิบนุ ก็อยยิม อัล-เญาซียา ได้เน้นย้ำว่าญิฮาดเพื่อต่อต้านตัวตนระดับล่างนั้นมีมาก่อนญิฮาดต่อศัตรูภายนอก มิติทางจิตวิญญาณของญิฮาดเป็นรากฐานสำหรับการสร้างความยุติธรรม ความปรองดอง และความเป็นมนุษย์ในโลก

การที่บ่าวผู้เป็นมุมินขอดูอาอฺต่อพระเจ้า พระเจ้าก็ให้มี "ilham" เป็นการดลบันดาลใจให้บ่าวมุมินผู้นั้นได้รับพรตามที่ขอไว้ เช่นการได้รับรู้และเข้าใจถึงความรู้ความจริงที่ลึกลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจหรือ "sirr" (ซีรฺคือส่วนที่ลึกที่สุดทางจิตใจที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า) ยกตัวอย่างเช่น การที่ท่านอิสลามมีร์ซาได้บรรลุสัจธรรมที่มีชื่อเสียงอันเป็นเกียรติเพื่อแสดงถึงความมีอยู่จริงของพระเจ้าที่พระองค์ให้บ่าวได้เปิดเผยต่อชาวโลก ว่าพระเจ้าทรงประทานพรให้หลังจากที่เข้ารับอิสลามและอุทิศตนอย่างเต็มตัวซึ่งเรียกได้ว่าการบวชในแบบฉบับอิสลามที่แท้จริง ท่านอิสลามมีร์ซามีนักบวชและฆราวาสอยู่ในตัวตนความเป็นคนเดียวกัน ท่านอิสลามมีร์ซาเคยบอกไว้ว่าค่อนข้างหนักไปทางนักบวชมากกว่าเนื่องจากเจ้าตัวเกิดมาเป็นปรมาจารย์ปราชญ์ผู้นำทางศาสนาอย่างธรรมชาติ มุสลิมที่เป็นมุมินผู้ศรัทธาที่ดีย่อมมีทั้งความเป็นนักบวชและสามัญชนอยู่ในคนเดียวกันเพื่อทำงานทั้งเรื่องทางโลกและทางธรรมที่มุ่งเน้นไปยังด้านศาสนาของพระเจ้า มีคนถามว่าท่านอิสลามมีร์ซาจบปริญญาจากไหน? แล้ว ijazah จำเป็นต่อการเป็นอุลามาอฺไหม? ท่านอิสลามมีร์ซาจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติ และจบด้านศาสนาด้วย ซึ่ง ijazah ไม่จำเป็นเสมอไป มีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่นกรณีท่านอิสลามมีร์ซามี ijazah โดยตรงจากการสืบสายความรู้จากท่านศาสดา เพราะท่านมีเชื้อสายศาสดาที่แท้จริง ถึงแม้ว่าห่วงโซ่หรือสายรายงานจะขาดบางช่วงแต่เขาก็รู้กันว่าท่านอิสลามมีร์ซาคือทายาทศาสดา ซึ่งมีเชื้อที่เรียกว่าซัยยิด ijazah ของท่านอิสลามมีร์ซาคือการรับรองจากท่านศาสดานักบุญผู้วิเศษอัลคิฎิรทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็น ijazah ที่มีความวิเศษ ไม่ใช่แค่การรับรองวิชาการทั่วไป ท่านอิสลามมีร์ซามีพรสวรรค์ที่พระเจ้าให้สามารถ ijtihad ได้โดยไม่ยึดติดมัซฮับใดมัซฮับหนึ่ง แต่บางครั้งก็ยังต้องใช้การ taqlid อยู่บ้าง เนื่องจากไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะรอบรู้ไปหมดซะทุกเรื่อง แน่นอน พระเจ้าคือผู้ทรงรอบรู้ที่สุดทรงมีปรีชาญาณที่ไม่มีใครเทียบเท่า ความรู้ที่มาจากพระเจ้ามีความศักดิ์สิทธิ์เพราะไม่ใช่ความรู้ทั่วไป ความรู้ที่แท้จริงก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นจริง ความจริงมีหลายระดับ ส่วนความจริงระดับที่ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์คือสิ่งที่เกี่ยวกับพระเจ้า อาทิ ความรู้ที่เชื่อมโยงจากพระเจ้า มีสัจธรรมที่พระเจ้าให้บ่าวของพระองค์ได้เผยแพร่สำแดงหลักฐานเชิงประจักษ์ซึ่งมีอัตลักษณ์เอกลักษณ์ที่สามารถพิสูจน์ได้โดยใช้เทคโนโลยียุคดิจิตอลปัจจุบันนี้ ฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เชื่อถือได้ที่สุดคือวิจัยผ่านการค้นคว้าหาความรู้บนอินเตอร์เน็ต พระเจ้าให้ทุกคนมีเครื่องมือค้นหาอย่างกูเกิ้ลโด่งดังมีชื่อเสียงมากที่สุดบนโลกนี้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ใครๆก็ใช้กูเกิ้ลตรวจสอบข้อเท็จจริง บางคนอาจใช้ไมโครซอฟท์ สมัยนี้เราก็ต้องยอมรับว่า พระเจ้ากำหนดให้ทุกคนได้มีแหล่งการเรียนรู้บนโลกออนไลน์ คือโลกแห่งความเป็นจริงมนุษย์ยุคสุดท้าย เรียนรู้ผ่านอินเตอร์เน็ตหรืออีเลิร์นนิ่งเพื่อความสะดวกสบายในการศึกษา นักวิชาการกูเกิ้ลก็เป็นมุสลิมกันเยอะ ของจริงแท้ตรวจสอบได้ระดับโลก ไม่ใช่แค่โซเชียลเน็ตเวิร์ค เพราะกูเกิ้ลใหญ่กว้างขวางกว่าโซเชียลมีเดียทั้งหมด กูเกิ้ลก็เหมือนหนังสือแห่งสัจธรรม ใครๆก็สามารถเข้าไปเรียนรู้ ถ้าใครได้ศึกษาหาความรู้และความจริงที่ลึกลับอย่างลึกซึ้ง ก็จะรู้เรื่อง ma'rifa (มะอฺรีฟะฮ์/มารีฟัต) กับ haqiqa (ฮากีกอต/ฮากีกัต) ยกตัวอย่างเรื่อง Prince of Eurasia หรือ Amir Urasia ที่คล้ายๆ Amir ul Muminin ถือว่าเป็น religious authority/wilayat ทางโลกสัจธรรมจิตวิญญาณ เป็นความรู้ที่เกิดจากการใช้รหัสยิกที่แท้จริงแบบอิสลาม ผ่านการตะเซาวุฟค้นหาความจริงที่ลึกลับ บรรลุฌานและญาณขั้นสูงสุดทางศาสนาก็ได้รู้แจ้งกระจ่าง ได้ความรู้ที่เรียกว่ามะอฺรีฟะฮ์จากการที่ท่านอิสลามมีร์ซาได้บวชอิสลามอุทิศตนเพื่อพระเจ้า แล้วพระเจ้าให้รางวัลตอบแทนโดยให้ท่านอิสลามมีร์ซารับรู้ความจริงที่ลึกลับทางโลกผสมธรรมะ ท่านอิสลามมีร์ซาได้รับศาสนนามจากพระเจ้า ซึ่งศาสนนามหรือชื่อทางศาสนาก็คือความจริงที่แตะไม่ได้ ความจริงคือสิ่งที่คนเราไม่สามารถแตะต้องมันได้ด้วยประสาทสัมผัสทางกายภาพแต่สามารถรู้ถึงความจริงได้ด้วยสติปัญญาและจิตใจ ความจริงขั้นสูงเช่นสัจพจน์ล้วนเป็นสัจธรรม สัจธรรมขั้นสูงสุดเรียกว่าฮากีกอตแห่งพระเจ้า หนึ่งในนามของพระองค์คืออัลฮักกฺ (al-Haqq) ความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงเป็นของพระเจ้า พระเจ้าสามารถให้ความรู้ระดับสูงให้แก่บ่าวผู้เป็นมุมินของพระองค์ เช่นกรณีท่านอิสลามมีร์ซาได้ขอพรจากพระเจ้ามาโดยตลอดตั้งแต่เด็กๆ ท่านอิสลามมีร์ซาเคยบอกไว้ตอนเด็กว่าอยากมีหน้าตาที่หล่อธรรมชาติและมีชื่อเสียงเรียงนามที่ดีเด่นเพื่อกระจายเสียงในการเผยแพร่สัจธรรมและเผยแผ่ศาสนา พอผ่านพ้นวัยเด็กแล้วพระเจ้าก็ประสงค์ให้ท่านอิสลามมีร์ซาได้บรรลุผลลัพธ์ในตอนโตเต็มวัย ความรู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ทางโลกและทางธรรมต้องมาจากพระเจ้าโดยตรงหากพระองค์ทรงประสงค์ที่จะให้บ่าวได้รับรู้ถึงความจริงที่เป็นสัจธรรม ยกตัวอย่างแบบเป็นรูปธรรมและนามธรรมชัดเจนโดยเฉพาะในกรณีชื่อทางศาสนา ในอิสลามมีศาสนนามที่เรียกว่า "Amir" แปลตรงตัวก็คือ 'เจ้าชาย' ในเชิงปรัชญา ภววิทยากับเทวศาสตร์ก็หมายถึง 'เจ้าชายแห่งหนทางศาสนา' ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางศาสนา ซึ่งพระเจ้าให้มีเจ้าชายแบบนี้ที่เป็นปรมาจารย์ผู้นำด้านจิตวิญญาณบนโลก เช่นท่านอิสลามมีร์ซามีนามที่โดดเด่นเฉพาะตัวก็คือ Prince of Eurasia ที่แปลว่า 'เจ้าชายแห่งยูเรเชีย' เนื่องจากนามสกุลจริงคือยูเรเชียด้วย เป็นความมหัศจรรย์ กะรอมัต (karamat) ที่มีความวิเศษเพราะพระเจ้าทรงประทานให้บ่าวของพระองค์ เรื่องนี้เป็นมากกว่าแค่ชื่อ เพราะเป็นสิ่งที่เป็นความจริง แต่ผู้ปฏิเสธศรัทธาบางคนอาจไม่ยอมรับความจริง ไม่ว่าจะศาสนาใดก็แล้วแต่ สัจธรรมที่สูงกว่าความรู้ทั่วไปคือความจริงระดับสูงที่เป็นสัจธรรมของพระเจ้า แน่นอนว่าบางคนยังต้องปรับทัศนคติความคิดให้ถูกเสียก่อน ความเชื่อที่ถูกต้องที่สุดคือเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงนิรันดร์ มนุษย์คนแรกของโลกเกิดขึ้นมาได้เพราะมีเหตุก็คือพระเจ้าทำให้ทุกสรรพสิ่งเกิดมา แต่หลายคนกลับหลงผิดหลงใหลในโลกมายาโดยไม่แสวงหาสัจธรรมจิตวิญญาณ กายภาพสิ่งมีชีวิตถูกสร้างมาจากอณูเล็กๆที่มีจิตวิญญาณที่คนเรามองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ด้วยสัญชาตญาณ มนุษย์ธรรมต้องมีสามัญสำนึกหิริโอตตัปปะ มุสลิมควรมีอากีดะห์ที่ถูกต้องไม่สั่นคลอน อากีดะห์ที่แปลว่าความเชื่อ และมี 'kalam' (theology) ที่สอดคล้องกับสัจธรรม ใครจะเอ่ยปากเรียกตัวเองว่า 'ซุนนี' 'ซูฟี' (ซุนนีซูฟี) หรือจะ 'ชีอะห์' ทางวาจาก็ไม่สำคัญเท่าแก่นแท้ความเชื่อในใจ เพราะพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ถึงจิตใจคนทุกคน แต่สมัยนี้หลายคนมีความเชื่อที่ผิด เช่น Mu'tazila บอกว่าพระเจ้าอยู่ทุกที่ ซึ่งผิดเพราะความจริงคือพระเจ้าอยู่บนฟ้า สูงส่งกว่าทุกปวงชนมวลมนุษย์ พระเจ้าไม่อยู่บนพื้นดินโลกที่เป็นที่ต่ำ นี่คือความจริง มุสลิมต้องใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของชารีอะห์ ท่านพี่โอ๊คซัยยิดเป็นอุลามาอฺก็ต้องสามารถนำกฎหมายอิสลามประยุกต์ใช้เป็นฟิกฮฺได้เพื่อการหลีกเลี่ยงบาปต่างๆ วิถีทางโลกมิติจิตวิญญาณย่อมมีตอรีกัต ตอรีกัตไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนาแต่เป็นเรื่องทางโลกที่มีอิทธิพลจากศาสนาอิสลามและการปฏิบัติเชิงปรัชญาที่ช่วยขัดเกลาจิตใจและเข้าถึงแก่นแท้ของแต่ละบุคคล เช่นการสืบเชื้อสายที่มี 'silsila' สืบย้อนต่อเนื่องจนไปถึงบรรพบุรุษของแต่ละสาย แสวงหาสัจธรรมความรู้ที่คนทั่วไปไม่รู้กัน ความรู้ทางโลกบางเรื่องก็เกี่ยวข้องกับทางศาสนา ยกตัวอย่างก็เช่นผลไม้ซุนนะห์ที่ถูกจารึกข้อความไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานจากพระเจ้า มีผลไม้วิเศษหกอย่างหลักๆ ถ้ามาวิเคราะห์ด้วยวิทยาศาสตร์ทางโลกก็จะรู้ดีว่าผลไม้เหล่านั้นมีคุณค่าสูงดีต่อสุขภาพ สรรพคุณประโยชน์ล้นเหลือเฟือ ได้แก่ กล้วย องุ่น ทับทิม มะกอก มะเดื่อฝรั่ง และอินทผลัมที่มุสลิมใช้แก้บวช-ละศีลอดได้บ่อยครั้งเป็นแหล่งพลังงานประจำในเดือนรอมฎอน การได้รู้ถึงผลไม้คือหนึ่งในเรื่องทางโลกที่มีความวิเศษที่ได้รับรู้จากสัจธรรมซึ่งบันทึกไว้ในบทบัญญัติศาสนา อย่างไรก็ดี ความรู้ที่ลึกลับทางโลกหลายเรื่องพระเจ้าก็ไม่ได้บอกทุกอย่างไว้ในอัลกุรอาน ดังนั้นคนเราต้องแสวงหาความจริงเพิ่มเติมกันเองในเรื่องทางโลก ส่วนเรื่องทางธรรมก็เช่นการนมาซ เวลาละหมาดมุสลิมที่ดีต้องสามารถใช้ใจพูดด้วยไม่ใช่แค่เสียง เพราะความศรัทธาจริงเกิดขึ้นตรงจิตใจ ต้องจริงใจและไม่วอกแวก นึกถึงพระเจ้าแล้วพระองค์จะนึกถึงเรา การตะเซาวุฟซิเกรและมุรอกอบะฮ์เข้าฌานแบบอิสลามเป็นประเด็นธรรมะที่ถือว่าเป็นเรื่องทางโลกแห่งสัจธรรมที่มีศาสนาครอบงำไว้ในแง่ดี เรื่องทางโลกหลายๆเรื่องนั้นนักเข้าฌานหรือนักบวชอิสลามสามารถมีประสบการณ์ที่วิเศษจากการเชื่อมโยงกับพระเจ้า ความวิเศษก็มีระดับขั้นที่แตกต่างกัน ศาสดามีความวิเศษมากกว่าคนธรรมดา ส่วนความวิเศษของพระเจ้าเหนือกว่าศาสดา พระเจ้าอยู่เหนือฟ้า เหนือชั้นอวกาศและจักรวาล พระองค์อยู่ที่สูงเหนือกว่าทุกสรรพสิ่ง ทุกสิ่งที่พระองค์สร้างล้วนเป็นส่วนประกอบของความเป็นจริง ความจริงเช่นการที่พระเจ้าให้มนุษย์เพศหญิงมีหน้าที่คลอดบุตรแล้วตั้งชื่อ ความจริงเช่นการที่คนหลายคนมีชื่อจริงที่ไม่ตรงกับความจริงเสมอไป หากคิดดีๆก็จะได้เข้าใจความรู้ทั่วไป เช่นคนชื่อฟ้าก็ไม่ใช่ฟ้าจริงๆ ก็เห็นๆกันอยู่ว่าสังขารคนชื่อฟ้าเป็นเพียงมนุษย์ที่ไม่ใช่ฟ้า นี่คือแค่ความรู้ทั่วไปที่เป็นความจริงทั่วไป ไม่ใช่ฮากีกัตและไม่ใช่มะอฺรีฟะฮ์ ส่วนผลไม้นี้ก็ไม่ใช่สัจธรรมเช่นกัน แต่สัจธรรมคือมันเป็นผลไม้ที่พระเจ้าทรงประทานพรมาให้ผู้รู้ได้กินอย่างมีบารอกัต/บารอกะฮ์ 'barakah' (การที่ได้รับประทานมันและซาบซึ้งในความวิเศษจากพระเจ้าที่ให้มันเป็นผลไม้ซุนนะห์) ถือว่าได้ความรู้สึกที่เข้าถึงมะอฺรีฟะฮ์ เข้าใจความวิเศษอย่างมากของอัลกุรอานด้วย มะอฺรีฟะฮ์ขั้นสูงคือการบรรลุฌานจากการสุญูดกราบพระเจ้าแล้วเข้าถึงฌานที่มีญาณความรู้ที่เข้าถึงสัจธรรมลึกซึ้ง สัจธรรมที่เชื่อมโยงสู่พระเจ้าโดยตรง ไม่ใช่แค่ความรู้ทั่วไปทางโภชนาการสารอาหารในผลไม้นี้ กระนั้นก็ดี สัจธรรมที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าโดยตรงถูกเผยแพร่โดยบ่าวของพระองค์และมักมีรากฐานทางศาสนาอิสลามที่เป็นทางนำในโลกแห่งความเป็นจริงสุดแท้

ในปรัชญาซูฟีขั้นสูง (Sufistic Enlightenment Philosophy) การตรัสรู้แบบอิสลาม (Fana หรือ Ma'rifa) คือ สภาวะสูงสุดของการเข้าถึงพระเจ้าโดยสิ้นเชิง (Union with the Divine) เป็นการละลายอัตตา (Ego-death) และหลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับความเป็นหนึ่งเดียว (Tawhid) ของพระเจ้า โดยผ่านการชำระล้างจิตใจ การภาวนา การทำสมาธิ การเต้นลมวน (Whirling Dervishes) และการแสวงหาความรักทางจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้ง เพื่อหลุดพ้นจากโลกวัตถุและเข้าถึงความจริงแท้ของพระเจ้า.

ลักษณะสำคัญของการตรัสรู้ในอิสลามซูฟี:

การหลอมรวมในโลกของพระเจ้า (Fana fi Allah): การสลายตัวตน 'เรา' เพื่อให้เหลือเพียง 'จิตวิญญาณของพระเจ้า' เป็นสภาวะที่ผู้ปฏิบัติรู้สึกว่าตนเองเป็นสรรพสิ่งของพระองค์อย่างสมบูรณ์.

ความรู้แจ้งทางจิตวิญญาณ (Ma'rifa): การได้รับความรู้โดยตรงจากพระเจ้า ไม่ใช่เพียงความรู้ทางปัญญา แต่เป็นการหยั่งรู้แจ้งเห็นจริง (Gnosis).

การชำระจิตใจ: การขจัดกิเลส ความเห็นแก่ตัว และสิ่งปรุงแต่งทางโลกออกไป เพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์พร้อมรับแสงแห่งความจริง.

วิถีปฏิบัติ (Tariqa): มีหลากหลายวิธี เช่น การภาวนา (Dhikr), การทำสมาธิ (Muraqaba), การเต้นรำ (Sema), การถือสันโดษ และการเดินทางทางจิตวิญญาณ (Sayr wa Suluk).

เป้าหมายสูงสุด:

ไม่ใช่แค่การทำตามหลักศาสนาภายนอก แต่เป็นการเดินทางภายในเพื่อเข้าถึงความรักอันบริสุทธิ์และรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพลังงานของพระเจ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอิสลามในเชิงรหัสยลัทธิอิสลาม (Islamic Mysticism).

เจ้าชายผู้ศรัทธาแห่งยูเรเซีย "อมีรฺ อัล มุมินนีน อัล อูราซียา" (Amir al Muminin al Urasia) คือชื่อทางศาสนาในอิสลาม (ศาสนนาม) หรือฉายาของท่านพี่โอ๊ค ชื่อจริงคือท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย แปลว่าเจ้าชายอิสลามยูเรเซีย ท่านอิสลามมีร์ซาคือเจ้าของนามสกุลยูเรเชียในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรวมแล้ว ท่านพี่โอ๊คคือผู้บุกเบิกวัฒนธรรมซูฟี-ยูเรเซียในเอเชีย เป็นวัฒนธรรมยูเรเซียแท้ที่สวยงาม และสนับสนุนการบูชากราบพระเจ้าองค์เดียว.

A Sufi Islamic cleric is a spiritual leader within a specific Sufi order (tariqa) who guides disciples on the mystical path to God, focusing on inner purification and direct spiritual experience. These leaders, often called a pir or shaykh, are distinct from traditional Islamic clerics (like an imam) who primarily focus on interpreting religious law. A Sufi cleric's role involves transmitting knowledge and spiritual guidance, which is considered a personal, inner dimension of Islam itself. Key roles and characteristics; spiritual director: the central role of a Sufi cleric is to guide followers (disciples) in the spiritual journey, known as the tariqa. A mystic teacher and grandmaster transmit the spiritual knowledge and practices of the order, helping disciples to purify the soul and get closer to God. Sacredly, spiritual emirs of a community are Islamic mystic clerics who direct specific Sufi fraternities, which are institutionalized orders with followers and helpers. Focus on inner truth: unlike traditional clerics who might focus more on outward religious law (Shariat), a Sufi cleric emphasizes the inner truth (Haqeeqat) and divine knowledge (Maarifat). Example: a prominent Eurasian princely cleric, Papa Islammirza Eurasia, describes Sufism as the spiritual dimension of Islam which emphasizes the cleric's role in guiding that spiritual path that subsumes every material physicality (worldly matter) under physical spirituality (religious world). All in all, to achieve the status of a very top Muslim or "Mu'min", and "Amir al-Mumineen" like Sayyid Papa Islammirza or Mister Islam-Mirza Eurasia, an individual must annihilate one's lower self. For instance, Papa Islammirza Eurasia has the zenith-Sufistic enlightenment accomplished after he had attained Haqiqa and Marifa that God gave the religious title "Religious Prince of Eurasia" to him to utilize as a mystical order to eliminate immorally polytheistic selves for the sake of God more than anyone else. The Prince of Eurasia is not a 'self', but rather a highly authoritative esoteric intercontinental Eurasian Sufi Tariqa which is also a universally recognized medium to rule over materialism and repel worldly distractions within the sacred world of God. The ways of Islamic proselytizing with its subset about truthful propagation are far more legitimate and sacredly powerful than other religions encompassing cascade effects in knowledge expansion worldwide, internationally far more superior to local relativism standards. Sufism has profoundly influenced the culture, art, and social structure of many Muslim societies for over 12 centuries. It has shaped Islamic literature (such as the poetry of Rumi), music (Qawwali), and architecture. In many regions, the religious culture of Muslim communities has been fundamentally defined by Sufi legacies. With ubiquitous localities' adaptation as Sufism spread, it often adapted elements of localized customs and cultures. For example, in Kashmir, "Kashmiriyat" is a unique syncretic culture influenced by Sufism that promotes communal harmony between Muslims and Hindus. Meanwhile, in Southeast Asia, "Oakleyski" or "Prince of Eurasia" is the Eurasian mystical order established to propagate the saintly miracles of Islam and to proselyte people (particularly Buddhists) for the sake of God more than individuals' sakes. The prince was also predestined by God to expel witch doctors/fortune-tellers (soothsayers) in South-East Asia. Eurasia Islamic mystic/cleric Papa Islammirza is renowned for the fact that he uses his factual documentary books to preach and invite (dawah) people to Islam so that they can understand how beautifully miraculous the religion is then finally embrace or convert to Islam. Sufi orders are thoroughly integrated into the social fabric of many societies in Africa, Asia, and Europe, often serving as community centers through their hospices (khanqahs/tekkes). Sufis are often organized into orders (tariqa) led by a spiritual guide (murshid/pir) who traces their teaching through a continuous chain (silsilah) back to the Prophet Muhammad. Central activities of Sufi's mysticism include dhikr (meditative remembrance of God), chanting, and sometimes singing or listening to Islamic devotional songs. Reverentially, modern Sufism often emphasizes tolerance, pluralism, and universal love, which has led to its popularity even among non-Muslims in Western contexts. Although the Eurasian Islamic cleric Papa Oak has 'unerasable ink', his extensive tattoos are from his 'previous life' before converting to Islam. As Prince Oak was neither 'born Muslim' nor raised in a Muslim family, God may have forgiven his past sins upon his 'reversion to Islam'. *Document's keywords; นักบวชอิสลาม-ปรมาจารย์ศาสนา, ท่านอาจารย์ซัยยิดพี่โอ๊ค-อาจารย์สอนศาสนา, ท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย


Fournier Bertrand, 10 rue de Chaumont, 75019 Paris, 01 42 54 85 43
Optimisé par Webnode Cookies
Créez votre site web gratuitement ! Ce site internet a été réalisé avec Webnode. Créez le votre gratuitement aujourd'hui ! Commencer